Japan

อัดรูปดิจิตอล ทำสมุดภาพของคุณเอง
รอรับได้. ท่องเที่ยว แต่งงาน ฯลฯ

www.tanabutr.co.th/photobook


เด็กประถมในญี่ปุ่น 90% บอกว่า "ลินุกซ์ใช้ง่าย"

อ่าน slashdot.jp มีข่าวบอกว่าองค์กรที่มีชื่อว่า Center for Educational Computing หรือ CEC ในประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองและสำรวจการใช้ OSS desktop ในชื่อโครงการ Open School Platform กับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น 11 โรงเรียน, จำนวน 6000 คน. ผลการสำรวจคือนักเรียนประมาณ 90% ตอบว่า "โอเพนซอร์สใช้ง่าย" ในขณะที่ครูอาจารย์บอกว่าใช้ง่ายเพียง 60 %.

Female Type


เมื่อวันก่อนดูข่าว (video) จาก Yahoo news เห็นมีหุ่นยนต์ผู้หญิง เดินแบบผู้หญิงเลย. ทั้งรูปทรงก็ทำอ่อนช้อย, เวลาเดินก็ไม่แข็ง, เดินเหมือนนางแบบเดินบนเวที, ท้าวสะเอวได้. เสียดายที่ video ข่าวนั้นหายไปแล้ว. แต่ไปเจอวีดีโออื่นที่นี่มา. หุ่นยนต์นี้ชื่อ FT (Female Type) ครับ.

หนังสือสร้าง OS เองใน 30 วัน

เมื่อสองสามวันก่อนไปเจอโฆษณาหนังสือเล่มนี้ในเว็บไซด์ญี่ปุ่น. หนังสือชื่อ 30日でできる! OS 自作入門 แปลตรงๆก็คือ "ทำได้ใน 30 วัน ! OS สร้างเองเบื้องต้น". ดูๆแล้วก็ต้องเรียกว่าเป็นหนังสือแบบคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะเขียน (ชม) คือมีความลึกผสมความแปลกอยู่ในตัว. ก่อนหน้านั้นก็มีคนที่สร้าง OS ที่ชื่อว่า Mona โดยเริ่มต้นแบบไม่ค่อยรู้อะไรแต่อาศัยถามในเว็บบอร์ด (ถามตอบแบบยาวๆ) จนเีขียน OS ได้. ว่าแล้วก็ฝากให้คนซื้อมาเรียบร้อย. วันที่ 14 ได้ลองเปิดอ่านดูว่าอ่านแล้วจะสร้าง OS เองได้จริงหรือเปล่า. หนังสือเล่มนี้มี CDROM ให้มาด้วย. ดูจากสรุปเนื้อหาแล้วบอกว่า เป็นหนังสือที่อธิบานเริ่มตั้งแต่พื้นฐานของการเขียนโปรแกรม, ผ่านไป 30 วันก็สร้างระบบวินโดว์ (window system) บน OS มัลติทาส์กแบบ 32 bit ได้ตั้งแต่จากไม่มีอะไรเลย. คนที่เริ่มหัดก็ทำได้ไม่ดันทุลัง, โดยสอนตั้งแต่การทำงานของ PC, ภาษา Assembler, ภาษา C, ลองผิดลองถูกเรียนรู้ algorithm สร้าง OS ในบรรยากาศสนุก. เป็นวิธีที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน, เป็นการผสมผสานการเรียนรู้ของการใช้งานจริง, งานอดิเรก รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้.

Bad Knowhow and Good Wrapper

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาอ่าน blog ของ Satoru Takabayashi คนที่เขียน Namazu. เหลือบเห็น icon ทางขวามือ Bad Knowhow เลยคลิ้กไปอ่าน. อ่านแล้วทำให้คิด, คิดแล้วก็เห็นว่าดีน่าเอามาเล่าสู่กันฟัง.

นาย Satoru เขียนไว้ว่า พอใช้คอมพิวเตอร์ไปก็ รู้สึกว่าทำไมมันต้องจำโน่นจำนี่เยอะแยะกว่าที่จะใช้ซอฟต์แวร์ให้คล่อง พวก knowhow แบบนี้มันเยอะเหลือเกิน. พวก knowhow พวกนี้ตอนแรกไม่ได้อยากจะรู้เลยและเขาเรียก knowhow พวกนี้ว่า Bad Knowhow. พวก Bad Knowhow เกิดมาจากข้อกำหนด (specification) ของซอฟต์แวร์ที่โยงใยมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันแบบว่าแก้ไขลำบาก. ที่เห็นได้ชัดคือซอฟต์แวร์บน UNIX ต่างๆเช่น TeX, emacs, sendmail ฯลฯ. พวกนี้จะเป็นซอฟตแืวร์ที่มีประโยชน์มากแต่ในขณะเดียวกันก็มีความซับซ้อนอยู่ภายใย ใช้ลำบาก. นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำพวก Bad Knowhow ทั้งหลายมีเอกสารเกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ หรือข้อมูลบนเว็บเยอะ.

เขายังเขียนไว้อีกว่า สิ่งที่ทำให้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ใช้ยากก็มีหลายสาเหตุ ตั้งแต่คนสร้างโปรแกรมนั้นไม่มี sense บ้าง, เพิ่มความสามารถโน้นนี้จนซับซ้อนเกินเหตุ, ทำให้ซอฟต์แวร์ใช้ยาก. แต่ก็จะมีคนอยู่อีกพวกที่ใช้ซอฟตแืวร์เหล่านี้คล่องแคล่วจนรู้สึกว่า โปรแกรมพวกนี้ลึกซึ้ง (ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า 奥が深い) จะมีความรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจที่ใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้คล่องแคล่ว. เหมือนเป็นโรคชนิดหนึ่ง. ก็จะมีพวก mania เท่านั้นที่คลั่งไคล้อะไรแบบนี้.

อืม... คิดไปคิดมา ผมคนหนึ่งล่ะที่อาจจะจัดอยู่ในพวกคนที่เป็นโรคนี้. ก็ยอมรับนะว่าโปรแกรมบางตัวนี่ใช้ยากจริงๆแต่พอใช้แล้วมันดีอะก็เลยใช้ถึงแม้มันจะใช้ยากก็ตาม ใช้ไปเรื่อยๆก็กลายเป็นชินไป.

เรื่อง Bad Knowhow นี้เป็นเรื่องที่คุยกันเยอะมากแต่คงเฉพาะในญี่ปุ่นมั้ง ถึงขนาดมีการจัด Bad Knowhow conference ปีที่แล้วประมาณเดือนพฤษภาคม. หัวข้อก็คือทำอย่างไรให้พัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้น. ก็มีนัยๆว่าทำอย่างไรให้ Bad Knowhow มันน้อยลงนี่แหละ.

ในสไลด์ก็มีภาพประกอบที่น่าสนใจอันหนึ่งคืออันนี้

เขาพูดถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ไว้โดยใช้สามเหลี่ยมอธิบายการพัฒนาซอฟต์แวร์ว่า แ่บ่งสามเหลี่ยมออกเป็น 3 ส่วนตามลำดับจากบนลงล่างคือ

  • Universal knowhow เป็นพวกอัลกอริทึ่ม, data structure, object oriented ฯลฯ
  • System knowhow เป็นพวก knowhow ที่เกี่ยวกับตัวระบบเช่น OS, compiler, specification ของภาษาคอมพิวเตอร์, network, computer architecture ฯลฯ
  • Bad knowhow พวกที่อยู่ล่างสุดและมีเยอะ พวก API, เครื่องมือต่างๆ, การ configuration, ตัวเลือกบรรทัดคำสั่ง ฯลฯ

พูดง่ายๆคือพวกที่ 1 กับ 2 นี่ส่วนใหญ่จะเรียนกันในมหาวิทยาลัย. ส่วนที่ 3 คือ Bad Knowhow ไม่มีใครสอนต้องหาความรู้ใส่ตัวเอง เรียนรู้ได้จากการท่องเว็บไปวันๆ, ถามน้องเกิ้ลบ้าง. แล้วส่วนใหญ่ก็จะตายตรงช่วงที่ 3. ลองนึกดูว่ากกว่าจะพัฒนาโปรแกรมเองอะไรสักตัวต้องเรียนรู้อะไรไปบ้างเช่น editor ใช้ยังไง, เชลล์ใช้ยังไง, คอมไพล์อะไรทีมีตัวเลือกอะไรบ้าง สารพัด.

ก็มีอีกคนหนึ่งคือ Hiroshi Yuki ก็ให้ความเห็นโดยเขียนในเว็บไซด์ของเขาในหัวข้อ From Bad Knowhow to Good wrapper ไว้ว่า เวลาเจอโปรแกรมที่ใช้ยากๆดูเหมือนจะเป็น Bad Knowhow ก็อย่าไปว่ามันเลย มาสร้าง Good wrapper ดีกว่า. คือเขาก็บอก Bad Knowhow ก็จริงแต่ทำไมมีคนใช้? เช่น Emacs จำ key binding ไปได้ยังไงตั้งเยอะแยะ, ไฟล์ configuration ของ sendmail อ่านไม่รู้เรื่องแต่ก็มีคนใช้ค่อนโลก, TeX/LaTeX เขียนยากจะตายแต่ก็ไม่ตาย เป็นต้น. แสดงว่าพวกซอฟต์แวร์ที่เป็น Bad Knowhow เหล่านั้นมันให้ "ผลลัพธ์ที่ดี" เลยมีคนใช้. โปรแกรมพวกนี้อาจจะจัดเป็น Bad Knowhow ที่ดี. ส่วน Bad Knowhow ที่ไม่ดีคือพวกที่เรียนรู้แล้วไม่ได้ประโยชน์ ต่อยอดอะไรไม่ได้ เ่ช่น ระบบที่มีแต่ GUI อย่างเดียวคือ knowhow แบบกดปุ่มอย่างเดียว, "คน" ต้องมานั่งกดตามขั้นตอนจะให้ "เครื่องคอมฯ" ทำแทนไม่ได้.

ก็ได้ความคิดที่ว่าไม่ต้องกลัว Bad Knowhow ของพวกระบบที่ซับซ้อน. ถ้ามันเป็น Bad Knowhow ก็สร้าง Good Wrapper ทับมันซะ. ตัวอย่างเช่น nmap คำสั่งสแกน IP มีตัวเลือกเยอะแยะเลือกไม่ถูก, ก็ใช้ nampfe เป็น GUI ช่วยทำให้ใช้ง่ายขึ้น. ทำให้ใช้ได้ทั้งแบบบรรทัดคำสั่งกับ GUI. apt-get เป็นบรรทัดคำสั่ง, ไม่อยากใช้หรือใช้ไม่คล่องก็ไปใช้ synaptic แทน.

ละครญี่ปุ่น

วันก่อนดูโฆษณา iTV ว่าจะเอาละครญี่ปุ่นเรื่องกู่ก้องรักให้ดังทั่วโลก (อะไรทำนองนี้) (世界の中心で愛をさけぶ) วันนี้ก็เลยอยากจะลิสละครญี่ปุ่นที่่เคยดูแล้วชอบ

  • แด่คุณครูที่รัก หรือชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า School wars (スクール・ウォーズ) ละครเก่ามากแล้วเคยดูที่เมืองไทยตอนเด็กๆ. อาจารย์มัธยมที่เป็นโค้ชรักบี้ พยายามทำให้นักเรียนที่ก้าวร้าวเอามาเล่นกีฬารักบี้. จำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้วแต่ละครนี้มันให้ข้อคิดอะไรดีนะ. เห็นว่าตอนนี้มาทำเป็นหนังด้วย.

คนญี่ปุ่นที่สร้าง Mona OS

ปรกติผมจะอ่านข่าวญี่ปุ่นจาก Yahoo headline แล้ววันนี้ก็ไปเจอข่าว IT เกี่ยวกับคนญี่ปุ่นที่สร้าง OS ขึ้นมาใช้เองชื่อ Mona OS. ในข่าวเป็นเรื่องเล่าของเขาว่าทำไม่ย้ายไปทำงานกับบริษัท Hatena ซึ่งเป็นบริษัท IT บริการ blog. เหตุผลหนึ่งคืองานเก่าของเขาถึงแม้จะมั่งคงแต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่และเขาก็ไม่ยึดหลักตามที่พ่อเขาบอกว่าอย่าทำอะไรเหมือนคนอื่นเลยไปเขียนในเว็บบอร์ด (จะเรียกว่าเว็บบอร์ดดีไหมเนี่ย) ที่ชื่อว่า 2ch (อ่านว่านิชาเนลุ) ถามทำนองว่าอยากจะเขียน OS ต้องทำยังไง. ก็มีคนตอบจนยาวเหยียด (เจ้า 2ch มันมักจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว). คงประกอบกับความตั้งใจและพยายามของเขาด้วยแหละทำให้สร้าง OS ที่ชื่อ Mona ออกมาได้. เขาบอกว่าเขากลัวว่าทำงานที่เก่าจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ พอย้ายมาทำที่ Hatena ซึ่งก็เป็นบริษัทแปลกห้องทำงานก็มีแต่พนักงานมักจะออกไปทำงานที่ห้องสมุดสาธารณะ (ที่ญี่ปุ่นมีห้องสมุดสาธารณะเยอะมาก)

เรื่องง่ายแต่ยาก

เคยดูข่าวที่ญี่ปุ่นเป็นข่าวถ่ายทอดสดชายคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินออกจากสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง. ชายคนนี้เป็นคนธรรมดา, ไม่ใช่ดารา, ไม่ใช่คนดังแต่มีคนหลายคนมารอมอบดอกไม้และรายการข่าวถึงขนาดต้องไปทำข่าวของเขา.

ชายคนนี้ที่เป็นข่าวเพราะเขาเป็นคนคนแรก (และคงเป็นคนเดียว) ท่ีแวะลงสถานีรถไฟทั้งประเทศมาแล้ว. และที่ข่าวไปถ่ายทอดทำข่าวเพราะว่าเป็นสถานีสุดท้ายในญี่ปุ่นที่เขาแวะเป็นสถิติที่เขาสร้าง. เขาเล่าว่าเขาชอบรถไฟมากๆจนกระทั่งเกิดความคิดที่จะไปแวะทุกสถานีรถไฟในญี่ปุ่นให้ได้. เขาใช้เวลา (ถ้าจำไม่ผิด) กว่า 30 ปีที่จะไปเที่ยวแวะสถานีทุกสถานีให้หมด. สถานีรถไฟแต่และที่เขาจะใช้เวลาลงไปที่ชานชลา, บันทึกว่ามีทิวทัศน์หรือสิ่งปลูกสร้างอะไรบ้าง. สมัยที่ยังไม่มีกล้องเขาก็วาดรูปเอา, เขียนแผนผังเอา. พอเขามีกล้องถ่ายรูปเขาก็ถ่ายรูปเก็บไว้. ข่าวพาไปดูที่บ้านเขามีอัลบัมและสมุดจดเก็บอยู่ในตู้เป็นภูเขาเลากา. บางสถานีเขาต้องเสียเวลาทั้งวันเพื่อไปที่นั่นเพียงแค่ลงไปที่ชานชลาบันทึกสิ่งต่างๆ, รถไฟไม่รอเขา. บางครั้งเขาต้องนอนที่ชานชลาต่างจังหวัดเพราะเที่ยวรถไฟมีน้อยมาก.

ใช้ gimp ปรับแต่งรูป

วันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับลินุกซ์อีกแล้ว.

วันพฤหัสบดีที่แล้วไป Fukushima 福島 ดูซากุระที่มีชื่อเสียงเรียกว่าหนึ่งในสามซากุระใหญ่ของญี่ปุ่น (日本三大桜). ซากุระนี้มีชื่อว่า Miharu taki sakura (三春滝桜) เป็นซากุระที่อยู๋ในตำบล(?)มิฮารุส่วน taki sakura นี่จะแปลตรงตัวก็แปลได้ว่าซากุระน้ำตก. จากข้อมูลที่ได้มา, ซากุระต้นนี้มีอายุมากกว่า 1,000 ปี, สูง 12 เมตร, รากรอบตัว 11 เมตร, ก้านแผ่ไปทางทิศเหนือ 4.6 เมตร, ทิศตะวันออก 10.7 เมตร, ทิศใต้ 13.9 และทิศตะวันตก 14.5 เมตร. เป็นต้นไม้ที่ใหญ่จริงๆ. มีการนำไม้ท่อนมาค้ำยันก้านสาขามิเช่นนั้นคงจะพยุงตัวเองไม่ไหว. ที่โคนต้นมีศาลเจ้าด้วย. ช่วงที่ซากุระออกดอกจะมีคนไปดูเยอะมาก, เขาทำเป็นรั้วกั้นไม่ให้เข้าถึงตัวซากุระแต่ก็พอที่จะใกล้ๆอยู่ในร่มเงาได้ครับ. ที่นี่ทึ่งคือต้นใหญ่ขนาดนี้แล้วยังออกดอกเยอะสวยงามมาก.

จบงาน

หลังจากที่ทำงานที่ United Nations University มา 3 ปี วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ทำงาน. ขอบคุณพี่ฮุ้ยที่แนะนำงานนี้ครับ. ไม่เช่นนั้นคงกลับเมืองไทยไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วแล้ว.

Comments: blogger